ซื้อหวยใต้ดิน หวยรัฐบาล กี่บาท ต่องวด โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย
ทำไม เล่นพนัน เสียตลอด ยังเล่นกันอยู่  หวย เจ้ามือหวย คอหวย เลขเด็ด จัดระเบียบธุรกิจใต้ดิน โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย โอกาสถูกล๊อตเตอรี่มีกี่เปอร์เซ็นต์ หวย เจ้ามือหวย คอหวย เลขเด็ด จัดระเบียบธุรกิจใต้ดิน โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย
การพนัน  หวย เจ้ามือหวย คอหวย เลขเด็ด จัดระเบียบธุรกิจใต้ดิน โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย การพนัน ข้อเสีย ลักษณะคนติดการพนัน หวย เจ้ามือหวย คอหวย เลขเด็ด  โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย
ถูกหวย ไม่ได้ทำให้รวยขึ้น หวย เจ้ามือหวย คอหวย เลขเด็ด จัดระเบียบธุรกิจใต้ดิน โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย โพลชี้ ร้อยละ 75 หวยใต้ดินเป็นเรื่องปรกติ3979 หวย เจ้ามือหวย คอหวย เลขเด็ด จัดระเบียบธุรกิจใต้ดิน โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย
ธุรกิจใต้ดิน บอล บ่อน หวย เจ้ามือหวย คอหวย เลขเด็ด จัดระเบียบธุรกิจใต้ดิน โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย ไทยรัฐ หวย เจ้ามือหวย คอหวย เลขเด็ด จัดระเบียบธุรกิจใต้ดิน โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย
ผลการออกสลากเชื่อถือได้หรือไม่ หวยล๊อก 404 79 โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย หวย โปรแกรมหวย เจ้ามือหวย เลขเด็ด ล๊อตเตอรี่ โปรแกรมเจ้ามือหวย
รายการวัฒนธรรมชุบแป้งทอด พรุ่งนี้รวย ข่าวสามมิติ  ผลของการพนันที่มีต่อสมอง เจ้ามือหวย คอหวย เลขเด็ด
เจ้ามือหวย โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย คำนวนสูตรหวย หวยออนไลน์ หวย เจ้ามือหวย คอหวย เลขเด็ด จัดระเบียบธุรกิจใต้ดิน โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย

เจ้ามือหวย โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย คอหวย เลขเด็ด หวย เจ้ามือหวย โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย คอหวย เลขเด็ด หวย
เจ้ามือหวย โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย คอหวย เลขเด็ด หวย เจ้ามือหวย โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย คอหวย เลขเด็ด หวย
เจ้ามือหวย โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย คอหวย เลขเด็ด หวย เจ้ามือหวย โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย คอหวย เลขเด็ด หวย
เจ้ามือหวย โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย คอหวย เลขเด็ด หวย เจ้ามือหวย โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย คอหวย เลขเด็ด หวย
เจ้ามือหวย โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย คอหวย เลขเด็ด เจ้ามือหวย โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย คอหวย เลขเด็ด

ผู้เขียน หัวข้อ: ว่าด้วยทฤษฎีการพนัน  (อ่าน 5977 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

One of A Kind
Level 14 : เจ้ามือหวย
**********
เดินไปด้วยกัน ยิ่งทำ ยิ่งกำไร
คะแนนความนิยม +863/-17
จาก: สมุทราปราการ
คิด - วิเคราะห์ - แยกแยะ
ว่าด้วยทฤษฎีการพนัน
เมื่อ: เมษายน 24, 2017, 07:45:56 PM

ว่าด้วยทฤษฎีการพนัน (ตอนที่ 1):เข้าคาสิโน-เล่นม้า-แทงหวย-ซื้อลอตเตอรี่-ซื้อประกัน เล่นการพนันอย่างไหนโง่กว่ากัน
บรรยง พงษ์พานิช


ผมเป็นคนชอบเสี่ยง ชอบผจญภัยมาแต่ไหนแต่ไร (หรือถ้าให้พูดเท่ๆ ก็ต้องบอกว่าเป็นพวกกลัวเสียโอกาสมากกว่ากลัวล้มเหลว) ซึ่งเลยเป็นเรื่องธรรมดาที่จะชอบการพนันมาตั้งแต่เด็กๆ โดยเฉพาะในยามที่ยังโง่ ยังไม่รู้ความ แต่ไม่นานก็เรียนรู้อย่างรวดเร็วว่า ถ้าไม่อยากเสียเงิน ไม่อยากเสียเปรียบ อย่าเล่นการพนันที่มีเจ้ามือ ให้เล่นแต่กับเพื่อนฝูง และถ้าอยากได้เงิน ให้พยายามเป็นเจ้ามือเพราะการพนันทุกชนิดเจ้ามือย่อมได้เปรียบ แต่ถ้าเล่นที่ไม่มีเจ้ามือก็ให้พยายามเลือกเล่นการพนันที่ต้องใช้ฝีมือ ใช้ทักษะ หรือใช้สมอง แล้วเล่นกับคนที่ฝีมือด้อยกว่าเราเข้าไว้ เช่น สนุกเกอร์ ไพ่รัมมี่ ไพ่จับหมู ไพ่เผ ฯลฯ

แต่อย่างไรก็ดี ความที่เป็นคนชอบลอง ชอบผจญภัย ผมก็ยังคงชอบไปเล่นการพนันที่มีเจ้ามืออยู่ดี มีโอกาสเป็นต้องไปเข้าคาสิโนในที่ต่างๆ เคยตระเวนมาทั่ว ตั้งแต่ Atlantic City, Las Vegas, Reno, Lake Taho ในอเมริกา ฟากยุโรปก็เคยเยอะ ทั้ง London, Istanbul, Baden-Baden, Weisbaden ยัน Monticalo ในเอเชียก็เคยไปเยี่ยมทั้งเกาหลี ฟิลิปปินส์ มาเก๊า เกนติ้ง สิงคโปร์ จาการ์ตา ลงไปยันซีกโลกใต้ อัฟริกาใต้ เพิร์ท เมลเบิร์น เรียกได้ว่าเป็นขาคาสิโนคนหนึ่งทีเดียว แต่ที่ไปส่วนใหญ่เป็นการไปเที่ยว ไปดูคนเสียมากกว่า ไม่ได้เล่นเอาเป็นเอาตายจริงจังแต่อย่างใด ได้หรือเสียถึงระดับหนึ่งก็เลิก ไปดูโชว์ดูละครดื่มเฮฮา ถือเป็นการพักผ่อนบันเทิง

ความจริงแล้ว การพนันในคาสิโนนั้นเป็นการพนันที่เจ้ามือได้เปรียบไม่มากนัก แล้วแต่ชนิดเกมการพนันที่เล่น อย่างเกมมาตรฐานที่นิยมเล่นมากๆ เล่นกันหนักๆ เช่น บาคาร่า (Baccarat) เจ้ามือก็ได้เปรียบเพียงแค่ 1.2%

ส่วนเกมที่เจ้ามือได้เปรียบน้อยที่สุดก็ได้แก่ แบล็คแจ็ค (Blackjack) ที่เล่นคล้ายๆ ไพ่ยี่อิ๊ดบ้านเรา ซึ่งเจ้ามือจะได้เปรียบแค่ 0.35% (ถ้าเล่นตามกติกาเวกัส) แถมถ้าเป็นนักเล่นเก่งๆ ที่มีวิธีนับไพ่อาจเปลี่ยนจากเสียเปรียบมาได้เปรียบบ่อนได้ ทำให้บางบ่อนใช้ไพ่มากสำรับและมีการแบนไม่ให้นักเล่นอาชีพที่คุ้นหน้าคุ้นตาลงเล่น

เกมที่เจ้ามือได้เปรียบรองลงมาก็คือแครปส์ (Craps) ซึ่งเป็นการโยนลูกเต๋าสองลูกลงบนโต๊ะกำมะหยี่ยาวๆ ที่มีช่อง odd ต่างๆ ให้แทงและจ่ายตามราคาของแต่ละช่อง เกมนี้เจ้ามือจะได้เปรียบมากน้อยก็จะขึ้นอยู่กับการเลือกแทงของเรา ซึ่งมีหลายช่องทีเดียวที่โอกาส 50:50 คือเจ้ามือไม่ได้เปรียบเลย แต่ถ้าอยากได้รางวัลเยอะๆ หลายๆ เท่าเจ้ามืออาจได้เปรียบสูงถึง 15% (เช่น ถ้าแทงว่าจะออก 7 ซึ่งถ้าถูกจะได้สี่เท่าแต่โอกาสออกแค่หนึ่งในห้า)

ส่วนรูเล็ต (Roulette) ซึ่งเป็นเกมยอดนิยมฝั่งยุโรปนั้น ก็ขึ้นกับว่าบ่อนไหนจะเป็นแป้นหมุนที่มีเลข 0 กี่ตัว ถ้ามี 0 ช่องเดียวเจ้ามือก็ได้เปรียบแค่ 2.8% แต่ถ้ามีช่อง 00 เพิ่มขึ้นมาอีกช่อง เจ้ามือก็จะได้เปรียบ 5.6% ไม่ว่าเราจะแทงอะไร

สรุปว่า การพนันในคาสิโนนั้น เป็นการพนันที่เจ้ามือได้เปรียบ (House Edge) ไม่มากนัก ทำให้หลายคนเชื่อว่าบ่อนจะต้องโกงด้วยถึงได้ร่ำรวยมีคนอยากเปิดบ่อนกันเยอะแยะ แต่ผมเชื่อว่าบ่อนมาตรฐานนั้นไม่จำเป็นต้องโกงเลย ถ้ามีคนเล่นมากพอและเงินหมุนเวียนจำนวนมาก แค่ 1-5% ที่ได้เปรียบก็เหลือที่จะกำไรแล้ว ผมลองคำนวณดูคร่าวๆ ว่า โต๊ะแบล็คแจ็คโต๊ะหนึ่งที่มีคนเล่นเฉลี่ยห้าคน แทงคนละ 100 เหรียญ ชั่วโมงหนึ่งห้าสิบตา ถ้าบ่อนได้แค่ 0.35% ก็จะได้ชั่วโมงละ 90 เหรียญ สมมติมีสองร้อยโต๊ะ วันนึงแต่ละโต๊ะเปิดเฉลี่ย 8 ชั่วโมง ก็จะได้กำไรแค่เกมแบล็คแจ็คอย่างเดียวก็ 140,000 เหรียญ รวมหลายๆ เกมก็ได้กำไรวันละอาจจะถึงล้านเหรียญ ไม่รวมอาหารเครื่องดื่มห้องพัก นับเป็นธุรกิจที่ดีมากทีเดียว แถมคนเล่นก็ไม่ได้ถูกเอาเปรียบมากมายนัก (ดร.อำนวย วีรวรรณ ท่านเคยบอกผมว่าถึงจะแค่ 0.35% ก็เท่ากับโดนดอกเบี้ยถึง 0.35% ต่อนาทีทีเดียว ถ้าคิดทบต้นเท่ากับชั่วโมงละ 23.3% สี่ชั่วโมงก็เท่ากับ 131% ซึ่งก็เท่ากับว่าถ้าเล่นตาละร้อยเหรียญสี่ชั่วโมงก็จะเสียเฉลี่ยคนละ 131 เหรียญ)

ถ้าจะว่าไป อยากเล่นการพนันเพื่อความบันเทิง การไปคาสิโนน่าจะเสียเปรียบน้อยที่สุด แถมยังมีรายการบันเทิงดีๆ มากมายให้แวะเวียนไปชมยามพักรบ ถ้ามีสติและวินัยดีๆ อย่างไรก็คงไม่เล่นเสียจนหมดเนื้อหมดตัว (แต่ก็ได้ยินว่ามีคนหมดตัวกับคาสิโนไม่น้อยเหมือนกันนะครับ)

ถัดจากคาสิโนก็เป็นเรื่องของการแทงหมา แทงม้า หรือบางคนก็เรียกว่า เล่นหมา เล่นม้า ซึ่งเป็นการพนันที่ไม่ได้เอามีดไปไล่แทงหมาม้า แต่เป็นการพนันการวิ่งแข่งว่าหมาหรือม้าตัวใดเบอร์ใดจะเป็นตัวที่วิ่งชนะ การพนันหมาแข่งม้าแข่งนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการพนันแบบที่เรียกว่า Parimutuel Betting หรือบางทีก็เรียกว่า “โต๊ด” (Tote) นั่นก็คือเป็นการเอาเงินพนันทั้งหมดมาลงขัน แล้วเอาไปแบ่งกันในหมู่ผู้ที่แทงถูกหลังจากหักภาษีและค่าใช้จ่ายแล้ว ซึ่งในประเทศไทย (มีแต่ม้าแข่ง) สนามจะหักออก 22.5% เป็นภาษี 12.5% สนามม้าได้ 10% ที่เหลือจึงนำไปแบ่งกันในหมู่ผู้ที่พนันถูก

เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น สมมติว่าม้าแข่งเที่ยวหนึ่ง มีผู้แทงม้าชนะ (วิน) 200,000 ตั๋ว รวม 2,000,000 บาท และแทงม้าเพลส (เข้าที่ 1-2-3) อีก 300,000 ตั๋ว สนามจะหักรายได้และภาษีไว้ 1,125,000 บาท เหลือ 3,875,000 บาทไปจ่ายรางวัล โดยจ่ายให้ม้าวิน 1,550,000 บาท ซึ่งสมมติว่าถ้ามีคนแทงม้าตัวที่ชนะ 20,000 ตั๋ว ก็จะจ่ายตั๋วละ 78 บาท ส่วนที่เหลือจ่ายให้ม้าเพลสก็นำไปหารสาม แล้วแบ่งจ่ายให้ผู้แทงม้าแต่ละตัวตามส่วนที่มีผู้แทง ซึ่งก็จะได้ไม่เท่ากัน เช่น 24, 16, 13 บาทเป็นต้น

การพนันม้าแข่ง หรือเรียกอีกอย่างว่ากีฬาพระราชานั้น เป็นการพนันที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ไหนจะต้องสร้างสนามกินพื้นที่หลายร้อยไร่ ต้องส่งเสริมให้มีการเลี้ยงม้าฝึกม้าที่มีราคาแพงและค่าใช้จ่ายสูง (โดยใช้เงินรางวัลล่อใจ รางวัลแต่ละเที่ยว 300,000-500,000 บาททีเดียว) ต้องใช้คนดำเนินการมาก ซึ่งสรุปได้ว่า นอกจากรัฐบาลที่เก็บภาษีได้แล้ว ทุกฝ่ายขาดทุนหมด คนพนันนั้นโดยรวมต้องขาดทุนอยู่แล้ว เพราะพอแทงไปร้อยบาทเงินก็ถูกหักเหลือแค่เจ็ดสิบเจ็ดบาทห้าสิบแล้ว สนามม้าทั้งสองแห่ง คือ สนามราชตฤณมัยที่นางเลิ้งและสนามราชกรีฑาฯ ที่ราชดำริ ต่างก็ขาดทุนปีละกว่ายี่สิบล้านทั้งสองแห่งเจ้าของคอกม้าก็บ่นว่ารางวัลน้อยไม่พอค่าม้าค่าเลี้ยงดูค่าฝึก ขาดทุนกันทั่วหน้า

ที่พอจะมีกำไรอีกพวก ก็คือพวกโต๊ดเถื่อน ที่คอยรับแทงตามอัฒจรรย์ ซึ่งพวกนี้ไม่ต้องจ่ายภาษี ไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย เลยลดราคาค่าแทงจากสิบบาทลงเหลือแค่เก้าบาท ก็ยังมีกำไรเฉลี่ย 12.5% พอแบ่งจ่ายค่าคุ้มครองให้ตำรวจทหารเจ้าถิ่นได้

ในสมัยปัจจุบัน การพนันแข่งม้าในเมืองไทยเสื่อมความนิยมลงเยอะมาก มีข่าวเล่าลือกันเรื่องความสกปรกในวงการมากมาย มีการสมคบกันระหว่างเจ้าของม้ากำหนดผลล่วงหน้า มีการดึงม้าไม่ให้วิ่งเต็มที่โดยวิธีการต่างๆ จนคนเล่นน้อยลงเรื่อยๆ คนที่มีความรู้และมีสติมักไม่เล่นม้า คนรุ่นใหม่ก็หนีไปแทงบอลเพราะโอกาสสูงกว่า มีการยุบอัฒจรรย์ลงครึ่งหนึ่ง เที่ยวหนึ่งๆ มีคนแทงม้ารวมกันแค่ประมาณ 4 ล้านบาท วันละแค่ 40 ล้าน ซึ่งถ้าจะให้สนามคุ้มทุนจะต้องมีการแทงวันละประมาณ 55ล้านบาท

แล้วถามว่า ในเมื่อทุกฝ่ายขาดทุน แถมรัฐบาลที่ได้ภาษีก็ไม่อยากให้มีการพนันนี้ แล้วยังจะทู่ซี้จัดการแข่งขันกันอยู่ทำไม นอกจากพวกแฟนคลับและคนในแวดวงที่ยังรักการแข่งม้าที่ยังเหลืออยู่กลุ่มหนึ่งแล้ว เหตุผลสำคัญที่สโมสรทั้งสองแห่งยังจำเป็นที่จะต้องจัดแข่งอยู่ ก็เพราะการแข่งม้าเป็นวัตถุประสงค์สำคัญที่ทำให้เกิดสโมสรทั้งสองขึ้น และก็เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ได้เช่าที่ดินแปลงใหญ่กลางกรุงไว้เป็นสโมสรสังสรรค์ในหมู่สมาชิก อย่างราชกรีฑาสโมสรที่ตั้งอยู่บนที่ดิน 225 ไร่ บริเวณที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประเทศไทย (คิดมูลค่าตลาดประมาณหนึ่งแสนล้านบาท) เมื่อคราวที่สัญญาเช่าที่ดินร้อยปีหมดลงเมื่อปี 2545 ก็ใช้เหตุผลที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเคยมีพระราชหัตถเลขาไว้คราวพระราชทานชื่อสโมสรว่า การแข่งม้ามีผลดี จะได้บำรุงพันธ์ม้าไว้ใช้ในราชการสงคราม นี่แหละเป็นหนึ่งในข้ออ้างจนได้ต่ออายุสัญญาเช่าจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในราคาถูกมากๆ ไว้ใช้ประโยชน์เฉพาะเหล่าสมาชิกประมาณ 15,000 คน ทั้งๆ ที่ทรัพย์สาธารณะนี้ควรใช้เป็นประโยชน์แก่สาธารณชนได้มากกว่านี้ เช่น เป็นสวนสาธารณะ หรือโรงพยาบาล (ผมพูดอย่างนี้ทั้งๆ ที่เป็นสมาชิกคนหนึ่งนะครับ แต่ถ้าจะเอากลับไปทำประโยชน์สาธารณะก็ยินดีครับ) ซึ่งผมหวังว่า เมื่อสัญญาเช่าหมดลงอีกคราว (เข้าใจว่า ปี 2575) จะไม่มีการต่ออายุให้คนกลุ่มเดียวอีก

สรุปว่าการพนันม้าแข่งนั้น ผู้เล่นเสียเปรียบค่อนข้างมาก ถูกหักค่าต๋งถึง 22.5% ทำให้มีความนิยมน้อยลงเรื่อยๆ ในบางประเทศ เช่น ฮ่องกง ซึ่งมีสนามสองแห่งเหมือนเราแต่ยังมีความนิยมสูง คนสามารถพนันกันได้ทั่วเกาะ ไม่ต้องไปสนามแข่ง แทงตามร้านรับแทงก็ได้ ทำให้เขามีรายได้สูง ปีหนึ่งๆ มีคนแทงถึง HK $ 86 billion (สามแสนแปดหมื่นล้านบาท) เขาเลยหักค่าใช้จ่ายและภาษีเพียง 17.5% และมีการควบคุมให้การแข่งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่มีมวยล้มต้มคนดูเหมือนอย่างบ้านเรา Hong Kong Jockey Club ปีหนึ่งๆ มีกำไรมหาศาล บริจาคการกุศลประมาณ 15,000 ล้านบาทต่อปี

ตั้งใจจะเขียนเปรียบเทียบการพนันห้าอย่างว่าอย่างไหนคนเล่นมีโอกาสถูกกินมากกว่ากัน แต่มัวแต่แวะเวียนไปนอกเรื่องเสียเยอะเลยว่าได้แค่สองชนิด คงต้องขอยกอีกสามชนิด คือ เล่นหวย-ซื้อลอตเตอรี่-ซื้อประกัน ไว้คราวหน้านะครับ (หลายคนคงสงสัยว่าประกันชีวิต ประกันภัย เป็นการพนันยังไง อดใจรอนะครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 24, 2017, 08:02:13 PM โดย เฮีย เหมา »

One of A Kind
Level 14 : เจ้ามือหวย
**********
เดินไปด้วยกัน ยิ่งทำ ยิ่งกำไร
คะแนนความนิยม +863/-17
จาก: สมุทราปราการ
คิด - วิเคราะห์ - แยกแยะ
Re: ว่าด้วยทฤษฎีการพนัน
ตอบกลับ #1 เมื่อ: เมษายน 24, 2017, 08:13:54 PM

ว่าด้วยการพนัน…(ตอนที่ 2) เล่นหวย – ซื้อลอตเตอรี่ – ซื้อประกัน การพนันอย่างไหนผู้เล่นเสียเปรียบมากกว่ากัน
ในตอนที่แล้ว ผมเขียนถึงการเข้าคาสิโนและการเล่นพนันม้าแข่ง สรุปว่าเข้าคาสิโนนั้นเจ้ามือเอาเปรียบไม่มากเพียงแค่ 0.35-3.0% ถ้าเป็นการพนันหลักอย่าง Blackjack Baccarat และ Roulette แต่เขาใช้ความถี่ของเกมและจำนวนโต๊ะจำนวนผู้เล่นที่ทำให้บ่อนได้กำไรเยอะ ขณะที่การพนันม้านั้น เจ้ามือกับภาษีได้อย่างเดียว เพราะเขาหักก่อน คนเล่นในไทยวางเงินร้อยบาทเท่ากับเหลือเจ็ดสิบเจ็ดบาทห้าสิบ แต่สนามม้าไทยก็ยังขาดทุนยับเพราะคนเล่นน้อยแต่ค่าใช้จ่ายสูง ขณะที่ฮ่องกงวางร้อยเหลือแปดสิบสองห้าสิบ และสนามยังกำไรมหาศาลเพราะปริมาณการเล่นผิดกันหลายร้อยเท่าตัว

วันนี้จะพูดถึงการพนันที่เหลืออีกสามอย่าง โดยจะขอเริ่มที่ลอตเตอรี่ หรือที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “สลากกินแบ่งรัฐบาล” ซึ่งดำเนินการผูกขาดโดยสำนักงานสลากกินแบ่งฯ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจประเภทหารายได้ (เรียกว่ารัฐขอเป็นเจ้ามือรับกินเอง) ตาม พ.ร.บ. ปี พ.ศ. 2517

สลากกินแบ่งนี้ กองสลากจะเป็นผู้พิมพ์แล้วแจกจ่ายผ่านระบบจัดจำหน่ายที่เรียกว่ายี่ปั๊วซาปั๊ว โดยให้ค่าส่วนลดใบละ 3-4 บาท (คู่ละ 6-8 บาท) งวดหนึ่งๆ เดี๋ยวนี้จำหน่ายประมาณ 120 ล้านฉบับ หรือ 60 ล้านคู่ ถ้านับเงินที่กองสลากได้ ก็จะได้งวดละประมาณ 4,300 ล้านบาท ปีละประมาณ 100,000 ล้านบาททีเดียว ตามกฎหมายนั้น กองสลากต้องจ่ายรางวัลร้อยละหกสิบ แล้วนำส่งงบประมาณแผ่นดินร้อยละยี่สิบแปด ที่เหลือเป็นงบค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และเหลือกำไรไว้ทำการกุศลอื่นๆ ได้บ้าง

ใครๆ ก็พอรู้ว่าเรื่องสลากกินแบ่งนี้มีกลุ่มผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ มากมาย ทั้งในสำนักงานเองและระบบการแบ่งสรรโควตาให้กับหน่วยงาน รวมทั้งเอกชนต่างๆ และยังมีส่วนลดพิเศษให้กับหน่วยงานราชการอีกประมาณปีละพันล้านบาท (ไม่รู้เอาไปไหน ไปทำอะไร ทำไมไม่เพิ่มเงินให้รัฐแล้วให้หน่วยงานต่างๆ ทำของบประมาณตรงๆ ก็ไม่ทราบ) นอกจากนั้น ส่วนหนึ่งยังมีการออกสลากการกุศลที่นำเงินกว่าปีละห้าพันล้านบาทมอบให้องค์กรการกุศลไปเลย (นี่ก็เป็นการไซฟ่อนนอกงบฯ อีก) โดยปีหนึ่งๆ กองสลากจะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานประมาณ 1,600-2,000 ล้านบาท

ที่น่าขมขื่นสำหรับประชาชนยิ่งขึ้นก็คือ นอกจากจะมีโอกาสได้รางวัลน้อยแล้ว ยังต้องซื้อสลากเกินราคาอีก จากคู่ละ 80 บาท สำหรับสลากชุดอาจต้องจ่ายถึงคู่ละ 90-100 บาทเลยทีเดียว เพราะมีการดักเอาผลประโยชน์ตามเบี้ยใบ้รายทางทุกขั้นตอน (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องโทษคนซื้อแหละครับ ว่ายอมจ่ายทำไม ไม่ซื้อลอตเตอรี่ไม่เห็นจะตายเลย มีการพนันอื่นๆ ที่โอกาสสูงกว่าให้เล่นอีกตั้งเยอะ)

ปัญหาสลากเกินราคานี้ นับว่าเป็นวาระสำคัญแห่งชาติเลยทีเดียว ผู้นำรัฐประหารประกาศว่าจะคืนความสุขโดยการกวาดล้างไม่ให้มีสลากเกินราคาให้ได้ มีการยกร่าง พ.ร.บ. ที่จะแก้ไขฉบับเดิม แต่ก็โดนวิพากษ์วิจารณ์มากจนไม่ทันใจ ท่าน ออก ม.44 เมื่อกลางปี เพิ่มโทษทั้งจำทั้งปรับคนขายเกินราคา ให้ทหารมาร่วมปราบ แต่ก็แอบสอดแทรกอีกสองเรื่องสำคัญ คือ เรื่องแรก เปลี่ยนข้อกำหนดกรรมการให้ทหารมาเป็นประธานได้ กับอีกเรื่อง คือ ให้ลดเงินนำส่งงบประมาณจาก 28% เป็นเหลือแค่ 20% เพิ่มงบค่าใช้จ่ายให้จาก 12% เป็น 17% อีก 3% ให้ตั้งกองทุนพัฒนาสังคมเรื่องการพนันที่ไม่ต้องอยู่ในระบบงบประมาณ

ซึ่งเรื่องหลังนี่ผมว่ามันพิกล เพราะในขณะที่มาตรการหนึ่งคือออกสลากเพิ่มมหาศาลเพื่อเพิ่มอุปทาน จนทำให้เดิมออกแค่งวดละสี่สิบล้านคู่มาเป็นหกสิบล้านคู่แล้ว ค่าใช้จ่ายคิดเป็นร้อยละน่าจะลดลงได้มากเลย แต่นี่กลับให้จ่ายมากขึ้น (โดยใช้อำนาจพิเศษอนุญาตเสียด้วย) กับเราจะมีกองทุนสำหรับวิจัย ให้ความรู้ประชาชน กับต่อต้านการพนันอีกปีละเกือบสามพันล้านบาท ซึ่งผมว่าเอาไปใช้ต่อต้านคอร์รัปชันโดยให้องค์กรภาคประชาสังคมทำหน้าที่ยังจะดีกว่าเยอะ

ความจริงวิธีแก้สลากเกินราคาที่ดีที่สุดนี่ทำง่ายนิดเดียว แค่เปลี่ยนจากสลากกระดาษเป็นดิจิทัล ขายออนไลน์แต่อย่างเดียวก็ไม่มีทางขายเกินราคาได้อีก แต่อย่างว่าแหละครับ กลุ่มผลประโยชน์ รวมไปถึงเครือข่ายการขายคงจะไม่ยอมกันง่ายๆ คงต้องอ้างไปถึงว่าเป็นอาชีพสำคัญของคนพิการอะไรไปโน่นเลย มีคนบอกว่าไทยเป็นหนึ่งในสองประเทศเท่านั้นในโลกที่ยังขายลอตเตอรี่กระดาษอยู่ …กับอีกวิธีหนึ่งก็คือ Privatize กองสลากเสียเลย ให้เอกชนเข้ามาประมูลทำ รับรองว่ารายได้รัฐเพิ่ม คนเล่นได้ส่วนแบ่งมากขึ้น ค่าใช้จ่ายลด จะควบคุมปริมาณก็ทำได้ แถมไม่ต้องให้ Monopoly ก็ยังออกแบบได้ ให้มีการแข่งขันกันตามควร

ขอกลับมามองในมุมของคนเล่น คนซื้อลอตเตอรี่บ้าง นี่เป็นการพนันที่เจ้ามือเอาเปรียบมากที่สุดชนิดหนึ่งทีเดียว

ถ้าพลิกไปดูด้านหลังสลากแต่ละใบ เขาจะระบุชัดว่ารางวัลรวมของแต่ละชุดนั้น รวมตั้งแต่รางวัลที่ 1 ใบละสามล้านไล่ลงไป รวมจะจ่ายให้งวดละ 24,000,000 บาทต่อชุด ซึ่งชุดหนึ่งมีล้านฉบับขายใบละ 40 บาท ก็เท่ากับว่า ถ้าซื้อตามราคา วางเงินสี่สิบบาทมันก็เหลือค่าแค่ยี่สิบสี่บาทแล้ว ยิ่งซื้อเกินราคาก็เท่ากับว่าถูกกินไปครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
ถามว่าทำไมคนถึงยังกระหน่ำแย่งซื้อลอตเตอรี่กันอยู่ได้ ทั้งๆ ที่วัดตามทฤษฎีคณิตศาสตร์แล้วมันเหมือนเป็นเรื่องโง่ชัดๆ มีเงินอยู่ร้อยบาท อยู่ๆ ก็ไปซื้อของที่มีค่าหกสิบบาทเห็นๆ อันนี้อธิบายได้หลายอย่าง บ้างก็ว่าเป็นความฝันของคนจน เป็นทางเดียวที่จะทำให้ร่ำรวยขึ้นมา (โดยเฉพาะในสังคมที่โอกาสถูกจำกัดไว้เฉพาะคนบางชั้น บางพวก บางกลุ่ม) บ้างก็ว่าเป็นการมอมเมา ได้ยินได้อ่านเรื่องแฟรี่เทลของบางครั้งที่มีคนถูกที่หนึ่งทีละชุดใหญ่ได้คราวนึงห้าสิบล้านร้อยล้าน หรือจะอธิบายโดยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ที่คนยอมเอาเงินก้อนท้ายๆ ที่อรรถประโยชน์ตำ่ไปแลกกับโอกาสที่จะได้ก้อนใหญ่ที่อรรถประโยชน์ต่อหน่วยสูงกว่า (เรื่องนี้จะอธิบายละเอียดในภาคประกันภัยอีกทีนะครับ) แต่คงไม่มีใครซื้อลอตเตอรี่เพราะเห็นว่าสำนักงานสลากฯ นั้นดี ทำประโยชน์ทั้งหาเงินให้รัฐ ทั้งทำการกุศลเยอะ เลยอยากอุดหนุนเพราะอยากช่วยรัฐ อยากทำบุญ

สรุปว่า การซื้อลอตเตอรี่ หรือสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้น เป็นการพนันที่เจ้ามือเอาเปรียบผู้เล่นมากที่สุดอย่างหนึ่ง House edge (น่าจะเรียกว่า Gov’t edge) สูงถึง 40% แต่กลับมีคนแย่งซื้อแย่งเล่นกันทุกงวดจนยอมแม้ต้องจ่ายเกินราคา(ดูเพิ่มเติมหวยใครรวย)

ทีนี้ก็มาถึงหวย ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นการพนันเก่าแก่ที่รัชกาลที่สามทรงโปรดให้มีขึ้น นัยว่าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองดึงให้คนเอาเงินออกมาใช้ ต่อมา ร.6 ทรงยกเลิก หวย ก.ข. เปลี่ยนเป็นลอตเตอรี่แทน จนปัจจุบัน “หวย” ถูกพัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์พ่วง (by product) ของสลากกินแบ่งอีกทีนึง …โดยเหตุที่ลอตเตอรี่นั้นเป็นที่นิยมมาก แต่เหมือนต้องซื้อพ่วง คือ ซื้อทีต้องพนันทุกๆ รางวัล ตั้งแต่ที่ 1-2-3 เรื่อยไปจนถึงเลขท้ายสองตัวสามตัว ในที่สุดเลยมีคนหัวใสสร้างนวัตกรรม ทำอนุพันธุ์หวยขึ้นมาค้ากำไร (ผมคิดว่านี่เป็นนวัตกรรมไทยๆ ที่ประสบความสำเร็จเป็นที่นิยมสูงสุดพอๆ กับอาหารไทยเลยทีเดียว …ที่ประเทศอื่นมีไหมครับ ใครมีข้อมูลเล่าหน่อยครับ) นั่นก็คือ ให้คนเล่นเลือกแทงได้ ว่าจะแทงแค่สองตัว สามตัว หรือแทงโต๊ต แถมมีแทงบน แทงล่างได้ด้วย ซึ่งวิธีแทงก็คือ เลือกได้ว่าจะแทงอะไร อย่างละกี่บาท โดยเจ้ามือจะจ่ายให้ตามอัตราที่ตกลงกัน ซึ่งก็มีหลายมาตรฐานต่างๆ กันบ้าง

ตัวอย่างการแทงหวยก็เช่น สองตัวบน ซึ่งคือ เลขท้ายสองตัวสุดท้ายของรางวัลที่หนึ่งในงวดนั้น มีโอกาสถูกหนึ่งในร้อย แต่ถ้าถูกเจ้ามือจะจ่ายให้แค่ 70 เท่าของเงินที่แทง โดยเจ้ามือจะมี House edge อยู่ 30% ซึ่งนั่นดูจะเป็นอัตราต่ำสุด เพราะถ้าแทงสามตัวซึ่งโอกาสถูกแค่หนึ่งในพัน เขาจะจ่ายแค่ 500-600 เท่า ซึ่งก็เท่ากับมี House edge 40-50% เลยทีเดียว …หรือถ้าแทงโต๊ตสามตัว คือการแทงสลับเบอร์ได้ เช่น แทง 123 โอกาสถูกคือ เลขท้ายรางวัลที่หนึ่งออก 123 132 231 213 312 หรือ 321 มีโอกาสหกในพัน แต่เขาจะจ่ายให้ 100 เท่าเท่านั้น เท่ากับเจ้ามือมี House Edge 40% เท่าๆ กับลอตเตอรี่รัฐ

ถึงแม้เจ้ามือจะได้เปรียบมาก แต่ก็ใช่ว่าจะได้กำไรเสมอไป เพราะคนไม่ได้แทงเท่ากันทุกๆ เบอร์ บางงวดถ้าบังเอิญมีคนระดมแทงเบอร์เดียวกันเยอะๆ แล้วถูก (ผมเรียกว่าบังเอิญเพราะผมไม่เชื่อเรื่องหวยล็อก) เจ้ามือก็อาจขาดทุนหรือถึงกับเจ๊งล้มละลายได้ เจ้ามือใหญ่ๆ จึงต้องมีเครือข่ายที่กว้างขวางเพื่อกระจายความเสี่ยง และอาจหาช่องทางออกตัวได้ หรืออาจต้องระงับการรับแทงสำหรับบางเลขที่มีคนทุ่มเยอะ เรียกว่าต้องใช้ระบบการบริหารความเสี่ยงเข้ามาช่วยด้วย

เจ้ามือหวยยังมีค่าใช้จ่ายไม่น้อย ต้องจ่ายให้กับเครือข่าย Distribution ที่เรียกว่า “คนเดินโพย” ประมาณ 5-10% ในบางกรณีก็อาจมีส่วนลดให้ “ขาใหญ่” 5-10% และค่าใช้จ่ายสำคัญอีกอย่างก็คือ “ค่าคุ้มครอง” ซึ่งต้องจ่ายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเนื่องจากเป็นเรื่องผิดกฎหมาย (ค้าขายแข่งกับ Monopoly ของรัฐ) …มีคนบอกว่าเงินบ่อนเงินหวยนี้พวกตำรวจเค้าเรียก “เงินเย็น” เพราะจริงๆ ไม่มีใครเดือดร้อน คนเล่นก็สนุกอยากเล่นเอง คนเดินโพยก็มีงานทำ เจ้ามือก็ประกอบธุรกิจไม่โกงใคร มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ (จะว่าไป House edge ทั้งหลายนั่นคือ GDP ล้วนๆ เลยครับ) และมีคนบอกว่าเรื่องค่าคุ้มครองอย่างนี้ ไม่เฉพาะตำรวจเท่านั้น บางครั้งทหารก็มีเอี่ยว (เวลาผมบอกว่า “มีคนบอกว่า” แปลว่าฟังเขามานะครับ ไม่ได้เห็นเอง)

ที่คนไทยจำนวนมากติดเล่นหวยกันจนงอมแงม จนประมาณว่างวดหนึ่งๆ มีการแทงหวยกันเป็นหมื่นล้านบาท นับเป็นระบบเศรษฐกิจใต้ดินที่ใหญ่และสำคัญอันหนึ่ง เมื่อปี 2546 รัฐบาลทักษิณเลยจัดการให้กองสลากออก “หวยบนดิน” ที่ถูกกฎหมายมาให้ประชาชนได้แทงได้พนันกัน สามปีทำกำไรได้เกือบสามหมื่นล้านบาท เอาเงินไปทำสาธารณประโยชน์ เช่น เอาไปให้ทุนเด็กบ้านนอกไปเรียนเมืองนอกได้เยอะ แต่พอปฏิวัติ 2549 ก็ถูกเช็คบิล ศาลฎีกาตัดสินว่าผิด พ.ร.บ.สลากฯ ปี 2517 เพราะ “หวย” นั้นถึงแม้รัฐจะได้เปรียบอยู่ 30-40% ก็ไม่ใช่ “สลากกินแบ่ง” ที่รัฐจะได้กินชัวร์ๆ แถมยังมีการเบียดบังเงินที่ควรเป็นของแผ่นดินไปใช้นอกงบประมาณต้องยุติการออกไป รัฐมนตรีหวุดหวิดติดคุกทั้งคณะ ปล่อยให้ธุรกิจ “หวย” ม้วนกลับลงไปอยู่ใต้ดิน สมใจเหล่ามาเฟียเหล่าเจ้ามือและคนที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย …นี่รัฐบาลปัจจุบันก็กำลังจะแก้ พ.ร.บ.เพื่อที่จะทำอย่างที่ “ทักษิณ” ทำทุกประการ คือ ให้กองสลากออกหวยบนดินได้ และมีช่องให้ใช้เงินนอกงบฯ รูใหญ่กว่าเดิมอีกด้วย

สรุปว่า ลอตเตอรี่ กับ หวย ดูจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ประชาชนขาดไม่ได้ตลอดไป ข้างประชาชนก็ช่างมัวเมาลุ่มหลง ปีหนึ่งๆ ใช้เงินมาทุ่มด้านนี้หลายแสนล้านต่อปี สร้างรายได้ให้รัฐมากมาย นับเป็นภาษีคนจนชิ้นสำคัญเลยทีเดียว

เช่นเคยนะครับ ว่าเสียยาว เลยต้องขอยกยอดเรื่องที่หลายคนคงสงสัยว่า การประกันภัยประกันชีวิต นั้นเป็นการพนันอย่างไรไปตอนหน้าอีกแล้ว รออ่านนะครับ

One of A Kind
Level 14 : เจ้ามือหวย
**********
เดินไปด้วยกัน ยิ่งทำ ยิ่งกำไร
คะแนนความนิยม +863/-17
จาก: สมุทราปราการ
คิด - วิเคราะห์ - แยกแยะ
Re: ว่าด้วยทฤษฎีการพนัน
ตอบกลับ #2 เมื่อ: เมษายน 24, 2017, 08:19:25 PM

ว่าด้วยการพนัน….ตอนที่ 3 ประกันภัย ประกันชีวิต เป็นการพนันไหม? …เจ้ามือ (บริษัทประกัน) เอาเปรียบมากไหม?


ในสองตอนแรก ผมเขียนถึงการพนันในคาสิโน การพนันแข่งหมาแข่งม้า การแทงหวย การซื้อลอตเตอรี่ และทิ้งท้ายว่าจะเขียนถึงการประกันภัย ประกันชีวิต โดยบอกว่าเป็นการพนันชนิดหนึ่ง มีคนสงสัยทักท้วงมาว่า การประกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลส่งเสริม อยากให้ประชาชนทำประกัน มีถึงกับการให้หักภาษีได้จากการจ่ายเบี้ยประกันบางประเภทเสียด้วยซ้ำ ซึ่งผลก็เท่ากับรัฐยอมช่วยจ่ายเบี้ยประกันบางส่วนให้ด้วย จะถือเป็นการพนันได้อย่างไร ซึ่งพวกเราถูกสั่งสอนฝังหัวว่าการพนันนั้นเป็นหนึ่งในอบายมุข 4 (นักเลงหญิง นักเลงสุรา นักเลงพนัน และการคบคนชั่ว) ซึ่งเป็นหนทางแห่งความเสื่อม ความฉิบหาย วิญญูชนทั้งหลายควรหลีกเลี่ยง

สำหรับผมแล้ว การประกัน ทั้งประกันภัย ประกันชีวิต นั้นสามารถมองได้ว่าเป็นการพนัน แต่ไม่ใช่การพนันที่เป็นอบายมุข เป็นการพนันที่มีประโยชน์ แต่ถึงจะมีประโยชน์ ก็มีต้นทุนสูงไม่น้อย คนที่จะซื้อประกันควรที่จะต้องรู้ต้องเข้าใจว่าการซื้อประกันนั้นเป็นอย่างไร ส่วนไหนเป็นเรื่องการพนัน ส่วนไหนเป็นเรื่องของการออม เจ้ามือ (บริษัทประกัน) นั้นเขาเอาเปรียบเรามากน้อยเท่าใดในการประกันแต่ละประเภท

ทำไมผมถึงบอกว่าการซื้อประกันเท่ากับการพนัน จะขออธิบายให้ฟังนะครับ โดยยกตัวอย่างที่ง่ายก่อนอย่างการซื้อประกันไฟซึ่งซื้อกันทีละปี ก็ชัดเจนนะครับว่า ถ้าเราซื้อประกันไฟบ้านก็เท่ากับว่าเราพนันว่าบ้านเราจะไฟไหม้ในหนึ่งปีข้างหน้า บริษัทประกันก็เป็นเจ้ามือรับแทงโดยถือหางอีกข้างว่าไฟจะไม่ไหม้บ้านเราหรอก ซึ่งปัจจุบันอัตราค่าประกันไฟ รวมภัยธรรมชาติอื่นๆ เช่น พายุ น้ำท่วม จะอยู่ประมาณ ล้านละพัน ซึ่งก็คือ ถ้าจะเอาทุนประกันหนึ่งล้านบาท ก็ต้องจ่ายเบี้ยประกันหนึ่งพันบาท นั่นก็เท่ากับว่าเจ้ามือ (บริษัทประกัน) เขาต่อให้เราพันเอาหนึ่งว่าไฟไม่ไหม้บ้านเราหรอก ถ้าเกิดไฟไหม้เขาก็ต้องจ่ายให้เราตามความเสียหายแต่ไม่เกินทุนประกันที่เราซื้อ(ซึ่งเขาก็ระวังไม่ให้เกินมูลค่าทรัพย์สินเพราะกลัวเราจะเผาบ้านเอาประกัน) ถ้าไม่ไหม้เขาก็กินเงินแทงเราไป

บริษัทประกันนั้น เขามีลูกค้าจำนวนมาก กับยังสามารถออกตัว คือไปซื้อประกันภัยต่อได้อีก เพราะฉะนั้น เขากระจายความเสี่ยงได้ และการจ่ายสินไหมทดแทนในกรณีที่เกิดภัยก็มักจะเป็นไปตามอัตราเฉลี่ย ซึ่งสำหรับการจ่ายสินไหมทดแทนในการประกันไฟนั้น โดยปกติบริษัทประกันภัยไทยจะมี Loss Ratio สำหรับประกันภัยบ้านอยู่ที่แค่ 28-32% เท่านั้น หมายความว่าถ้าเขารับเบี้ยประกันไปร้อยล้านบาทในหนึ่งปี เขาจะจ่ายค่าสินไหมสำหรับความเสียหายให้กับผู้เอาประกันเพียงแค่ 28-32 ล้านบาทเท่านั้น ที่เหลือจ่ายเป็นค่านายหน้าเสียเกือบพอๆ กันคือ 23-28% แล้วก็มีค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่างๆ เช่น ค่าตึกหรูๆ ค่าเงินเดือนแพงๆ ค่าโฆษณา (เช่น ซื้อหน้าอกเสื้อทีมฟุตบอล ฯลฯ) เหลือกำไรประมาณ 10% …แต่นานๆ ทีบริษัทประกันก็มีโดนแจ็กพอตได้เหมือนกัน ถ้ามีเหตุการณ์ Black Swan เช่น ภัยพิบัติในวงกว้าง อย่างเช่น จลาจลเผาเมือง หรือน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่ทำเอาบริษัทประกันไทยส่วนใหญ่ขาดทุนกันทั่วหน้า

สรุปว่า ถ้าซื้อประกันไฟบ้านในเมืองไทย ถ้ามองในแง่สถิติ ก็เท่ากับว่าวางเงินไปร้อยบาท ก็เหลือมูลค่าคาดหวัง (Expected Value) แค่ 27-32 บาทเท่านั้น มันเป็นการพนันที่เจ้ามือเอาเปรียบ (House edge) สูงถึง 68-72% ทีเดียว นับว่าเป็นอัตราเสียเปรียบมากที่สุดในบรรดาการพนันทั้งหลายแหล่

ประกันวินาศภัยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ก็คือการประกันภัยรถยนต์ ซึ่งก็คือการที่เราไปพนันว่ารถเราจะมีอุบัติเหตุหรือถูกขโมยแต่เขารับแทงว่าไม่มีหรอก ไม่หายหรอก ถ้าชนถ้าหายจะรับใช้ให้ แต่ละปีมีผู้จ่ายเบี้ยประกันประมาณ 120,000 ล้านบาท (จากประกันวินาศภัยทั้งหมด 200,000 ล้านบาทต่อปี) แต่เนื่องจากมีการแข่งขันกันมาก Loss Ratio ของประกันรถยนต์จึงสูงกว่าการประกันไฟมาก คือ อยู่ที่ประมาณ 50-60% ซึ่งมีน้อยบริษัทที่มีกำไร นอกจากบริษัทที่มีขนาดใหญ่และควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี พอจะกล่าวได้ว่าซื้อประกันรถยนต์เป็นการพนันที่แย่กว่าซื้อลอตเตอรี่ไม่มากนัก

ถามว่า ถ้าการซื้อประกันภัยเป็นการพนันที่เจ้ามือเอาเปรียบมากมายอย่างที่ว่า แล้วทำไมคนถึงยังซื้อประกัน แถมรัฐยังส่งเสริมให้คนซื้อประกันเพื่อลดความเสี่ยงอีกด้วย …ซึ่งการที่คนมีประกันภัยเยอะๆ จะช่วยกระจายความเสี่ยงและบริหารความเสี่ยงเป็นประโยชน์กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม ทุกรัฐจึงส่งเสริม แต่การที่คนซื้อประกันนั้น นอกจากพวกที่โดนบังคับเพราะกู้ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ซึ่งเจ้าหนี้เขากำหนดว่าต้องมีประกันแล้ว คนที่ซื้อโดยสมัครใจก็ยังสามารถอธิบายได้โดยใช้ทฤษฎีอรรถประโยชน์ (Utility Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีเบื้องต้นของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม



ตามหลักของทฤษฎีอรรถประโยชน์บอกว่า เงินบาทแรกๆ ของเราย่อมมีคุณค่าหรืออรรถประโยชน์ต่อเรามากกว่าเงินบาทท้ายๆ เสมอ (Law of diminishing marginal utilities) เช่น เงินบาทที่หนึ่ง ย่อมมีคุณค่ามากกว่าเงินบาทที่ล้าน ซึ่งบาทที่ล้านก็ย่อมมีคุณค่ามากกว่าบาทที่สิบล้านเป็นลำดับกันไป คนจึงยอมที่จะเอาเงินส่วนท้ายๆ ของเขาไปซื้อประกันเพื่อให้แน่ใจว่าทรัพย์สินที่มีความสำคัญให้อรรถประโยชน์มากกว่าอย่างบ้าน อย่างรถยนต์ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญของการดำรงชีวิตจะได้รับการคุ้มครอง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ยินดีที่จะกินหรูลดลงหน่อย หรือท่องเที่ยวให้น้อยลง เพื่อเจียดเงินไปซื้อประกันไฟบ้าน ประกันรถ ทั้งๆ ที่เสียเปรียบเจ้ามือมากมาย เพราะเงินที่เอาไปจ่ายนั้น แท้จริงแล้วมีอรรถประโยชน์ต่อหน่วยน้อยกว่าการที่บ้านที่รถจะได้รับการคุ้มครอง ถึงจะเสียเปรียบบ้างก็ยังมีเหตุผลสมควรทำ ไม่ได้เป็นการกระทำที่หน้ามืดตามัวเหมือนการพนันที่เป็นอบายมุขอื่นๆ (ความจริงการพนันที่เสียเปรียบมากๆ แต่มีโอกาสได้ทีละเยอะๆ เช่น xxx แต่คนยังเล่นก็สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎี Utility นี้เหมือนกัน แต่คนที่ทำเช่นนั้นมักจะเป็นพวกที่มีเส้น Utility เป็น S curve)

ทีนี้ถามว่า คนอย่างไหนถึงควรซื้อประกัน และควรซื้อประกันอะไร ถ้าตอบตามทฤษฎีก็คือ คนชั้นกลางที่ทรัพย์สินที่ตัวเองเอาประกันนั้นเป็นส่วนต้นส่วนสำคัญของความมั่งคั่ง ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีความมั่งคั่งสิบล้านบาท โดยในทรัพย์สินนั้นเป็นบ้านซึ่งสมมติว่ามูลค่าแปดล้าน เป็นรถเสียหนึ่งล้าน แล้วเขามีรายได้ปีละหนึ่งล้านบาท การที่เขาจะยอมเจียดเงินปีละ 8,000 บาทไปประกันบ้าน อีก 15,000 บาทไปประกันรถ ย่อมเป็นเรื่องมีเหตุผล ถึงแม้ว่าเงินที่จ่ายไป 23,000 จะดูเหมือนว่ามีค่าคาดหวัง (expected value) เหลือแค่เพียง 10,000 บาท (ตามสถิติ loss ratio) ในทันที เพราะถ้าเขาศูนย์เสียบ้านและรถไปคงจะเป็นเรื่องใหญ่และยากที่จะสะสมเงินขึ้นมาใหม่ ในขณะที่สิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนอาจเป็นแค่การต้องลดการเดินห้างไปสี่ห้าวันต่อปี

ตามหลักการแล้ว คนมีเงิน คนรวยมากๆ จะไม่ซื้อประกัน เพราะไม่มีทรัพย์สินชิ้นใดชิ้นหนึ่งที่มีค่าเป็นส่วนสำคัญแรกๆ เลย เช่น ถ้าคุณมีเงินห้าพันล้าน ถึงจะมีบ้านมูลค่าสักร้อยล้าน ต่อให้บ้านจะถูกไฟไหม้หมดคุณก็สามารถสร้างใหม่ได้เอง ดีกว่าที่จะควักเงินปีละแสนไปซื้อประกัน เพราะโอกาสมีไฟไหม้แค่หนึ่งในสามพัน แต่เขาจ่ายค่าทดแทนให้คุณแค่พันเท่าเอง (แต่เอาเข้าจริงคนรวยก็ยังซื้อประกันทรัพย์สินชิ้นใหญ่ๆ อยู่ ก็เพราะ law of diminishing marginal utilities นี่แหละครับ)

…ยิ่งการซื้อประกันรถยนต์คนรวยที่มีรถหลายคันยิ่งไม่ควรซื้อใหญ่ เพราะการใช้ต่อคันก็น้อยกว่าเฉลี่ยมากมาย โอกาสชนโอกาสมีอุบัติเหตุย่อมน้อยกว่า และรถหรูมีโอกาสหายโอกาสถูกขโมยน้อยกว่าเยอะ แถมถ้าชนถ้าหายเขาก็ซื้อใหม่ได้สบายๆ ไม่ถึงกับเดือดร้อนมาก …อย่างผมที่มีรถ 4 คัน ถ้าซื้อประกันชั้นหนึ่งต้องจ่ายปีละกว่าสี่แสนบาท นี่ซื้อแค่ พ.ร.บ. ตามที่กฎหมายบังคับ ยังไม่มีปีไหนเลยที่จ่ายค่าซ่อมเกินปีละห้าหมื่นบาท เฉลี่ยแค่ปีละสองสามหมื่นเอง ซึ่งสมมติถ้าซวยสุดถูกยกเค้าหายไปทั้งสี่คัน (ซึ่งมีโอกาสเกิดไม่ถึงหนึ่งในพันล้าน) ผมก็ซื้อใหม่ได้ เรื่องอะไรจะไปเล่นพนันที่เสียเปรียบขนาดนั้น

ที่ว่ามานั้นเป็นการประกันภัย ซึ่งเป็นการพนันถูกกฎหมายที่มีประโยชน์ ซึ่งปีหนึ่งๆ มีขนาดเบี้ยประกันรวมประมาณสองแสนล้านบาท (สองเท่าของลอตเตอรี่) แต่มีการจ่ายค่าสินไหมแค่ แปดถึงเก้าหมื่นล้านบาท เจ้ามือรับกินไปถึงแสนกว่าล้าน เป็นค่านายหน้า ค่าตึกหรู ค่าเงินเดือนแพงๆ ค่าโฆษณา อุปถัมภ์ทีมบอล ฯลฯ ที่เหลือเป็นกำไรให้กับผู้ถือหุ้นซึ่งก็ไม่ใช่อัตราที่สูงมาก

ลองมาดูกันหน่อยไหมว่าประกันภัยไทยมีประสิทธิภาพดีแค่ไหน ที่ผมว่าประกันไฟ loss ratio ประมาณ 30% ประกันรถ loss ratio ประมาณ 55% นั้นมันสูงมันต่ำเพียงใด ค่าเบี้ยประกันภัยเราถูกแพงเพียงไหนเพราะอะไร …จะขอเปรียบเทียบกับของอเมริกาให้ดูนะครับ

อัตราสินไหมจ่าย (loss ratio) เฉลี่ยของประกันไฟของเขาอยู่ที่ 62% ถ้าเป็นประกันรถเขาจะมีเคลมอยู่ที่ 72-75% ของเบี้ยประกันเลยทีเดียว …ซึ่งถามว่าที่มันสูงกว่าเราตั้งเยอะนี่เป็นเพราะไอ้กันมันไฟไหม้วินาศสันตะโรกันทุกเมือง แถมรถชนกันทั่วยิ่งกว่าสงกรานต์เราหรือไง …เปล่าเลยครับ ที่เป็นเช่นนั้นมันเป็นเพราะอัตราเบี้ยประกันเขาต่ำกว่าเรามากๆๆๆๆ ต่างหาก ทั้งๆ ที่อัตราเกิดภัยเขาก็ต่ำกว่าเรามาก เขายังเอากำไร (House edge) น้อยกว่าของเราเยอะ เพราะเขามีการแข่งขันที่เข้มข้นเลยต้องมีการตลาด การบริหารงานที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ และตลาดเขาใหญ่ อัตราค่าเบี้ยประกันไฟประกันรถต่อทุนประกันของเขาเฉลี่ยตกแค่หนึ่งในสี่ของเราเท่านั้นเอง นั่นก็คือจะประกันไฟล้านบาทค่าเบี้ยปีละแค่ 250 บาท (ของเราพันนึง) ประกันรถล้านบาทค่าเบี้ยปีละ 5,000 บาท (ของเราสองหมื่น) แล้วเขาก็ยังมีกำไรดี นี่ Progressive Insurance บริษัทประกันใหญ่เขาก็ประกาศว่ากำลังพิจารณาจะลดอัตราเบี้ยประกันลงอีก เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาด …นี่แหละครับต้นทุนการบริหารการเสี่ยงภัยของบ้านเราถึงได้จัดว่าสูงกว่าชาวบ้านเขา มีส่วนในการบั่นทอนศักยภาพในการแข่งขันไป

ถามว่าทำไมต้นทุนการประกันภัยเราถึงแพงนัก แน่นอนครับมันมาจากหลายเหตุผล อัตราเสี่ยงภัยเราสูงกว่า ค่าใช้จ่ายมากกว่า ค่าการตลาดสูง ค่านายหน้าแพง และตลาดเราเล็กกว่า ไม่ได้ Economic of scale อย่างเขา ซึ่งเป็นเรื่องที่สำนักงาน คปภ. จะต้องดูแลต่อไปเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนให้กับระบบเศรษฐกิจ

แต่เหตุผลหนึ่งที่ถึงแม้ว่าเราจะมีการแข่งขันไม่น้อยมีบริษัทประกันวินาศภัยที่ได้รับใบอนุญาตถึง 42 แห่ง แต่ด้วยความรักชาติเราก็ยังบังคับว่าทุกแห่งต้องมีผู้ถือสัญชาติไทยเกินสามในสี่ (75%) เลยทีเดียว (ถ้าจำเป็น ซึ่งมักแปลว่าจวนเจ๊งถึงจะยอมให้ต่างชาติถือ 49% ได้) ส่วนต่างชาติถ้าอยากเปิดสาขาก็จะมีเงื่อนไขสารพัด เรียกว่าให้แข่งได้ แต่ต้องแบกกระสอบทรายวิ่งแข่งนะ

ด้วยความรักชาติแบบนี้แหละครับ ถึงมีส่วนให้เบี้ยมันแพง สบายเจ้าสัวผู้ถือหุ้นใหญ่ของ 42 บริษัทนั่นไป บนภาระของชาวไทยรักชาติผู้เอาประกันกว่าสิบล้านคน และเพิ่มต้นทุนของประเทศบั่นทอนศักยภาพ

ทีนี้ก็มาถึงเรื่องสุดท้าย คือการประกันชีวิต ที่คล้ายกับการประกันภัยแต่มีส่วนผสมของการออมและการพนันปนกันอยู่ ซึ่งเพื่อไม่ให้บทความยาวจนเป็นที่น่าเบื่อ ผมคงต้องขออนุญาตยกยอดไปตอนหน้า ซึ่งจะเป็นตอนจบของซีรี่สว่าด้วยการพนันแน่นอนครับ

 
เจ้ามือหวย 411-11 ฟังหวยออนไลน์ คอหวย

เจ้ามือหวย เฮง เฮง เฮง รวย รวย รวย โปรแกรมหวย คอหวย เลขเด็ด

เลข ตรวจหวย ผลสลากกินแบ่ง หวยตรวจ เด็ดเลข สลากกินแบ่งรัฐบาล ตรวจหวย เด็ดเลข สลากกินแบ่งรัฐบาล หวยหุ้น เลขเด็ด หวยดัง หวย16 หวย1 สลากกินแบ่ง16 ท้าวพันศักดิ์ เสี่ยบิ๊ก อู๋บางบอน หลวงพ่อปากแดง เขาฉกรรจ์ เนตรทิพย์ หวยเด็ด หวยซอง หวยรัฐบาล หวยบน ลอตเตอรี่ตรวจ ตรวจสลาก หวยออก ตรวจลอตเตอรี่ หวยออนไลน์ หวยเลขเด็ด หวยผล เลขเด็ดหวย สมาคมหวย หวยมาเลย์ ผลหวย หวยบนดิน หวยไทย มหาหมอดู หวยงวดนี้ สถิติหวย หวยซองงวด ตรวจหวยรัฐบาล วิ่งเลขเด็ด หวยลาว หลวงพ่อปากแดง สลากกินแบ่ง ไทยรัฐหวย หวยไทยรัฐ หวยเจ้ามือ สูตรหวย รวมหวยซอง ใบตรวจหวย หวยออมสิน หวยวันนี้ หวยมาเลเซีย ดูหวย เช็คหวย เจ้ามือหวย คอหวย ซื้อหวย หวยใต้ดิน โปรแกรมหวย โปรแกรมเจ้ามือหวย แทงหวย เล่นหวย หุ้นหวย 411-11.com หวยหุ้น โปรแกรมหวย เจ้ามือหวยหุ้น เจ้ามือหวยรัฐบาล แทงหวย รับหวย เลขชุด คอหวย เลขเด็ด เลขดัง เลขเด่น เลขปิด เลขล๊อก เลขอั้น เล่นหวย หวย หวยงวดนี้ หวยชุด หวยดัง เจ้ามือหวยนิเคอิ หวยเด็ด หวยเด่นหวยใต้ดิน หวยปิด เจ้ามือหวย หวยล๊อก หวยล๊อค หวยอั้น ฟังหวยออนไลน์ หวยหมา เจ้ามือหวย หวยอั้น หลวงพ่อปากแดง หวยใต้ดิน หวย หวยเด็ดงวดนี้ ข่าวหวย หวยดัง เจ้ามือหวยใต้ดิน เจ้ามือหวย ตรวจหวย ออนไลน์ โปรแกรมเจ้ามือหวย หวยหุ้น เจ้ามือหวย นิเคอิ ตรวจหวย วันนี้ ทั้ง หวยหุ้น หวยรัฐบาล หวยเด็ด หวยดัง เจ้ามือหวยรัฐบาล หวยซอง หวยไทย เลขเด็ด หวย เลขวิ่ง เลขเด็ด เลขเด่น เลขดัง หวยเด็ด หวยดัง ผลสลากเลขเด็ด ตรวจสลาก เลขดัง เลขเด่น สำหรับ คนเล่นหวย เลขวิ่ง หวยเด็ด อาจารย์ดัง ตรวจสลาก หวยเสี่ยบิ๊ก หวยแม่นชั้นเทพ หวยพันเอกสุชาติ คุณชาย รชต ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ ถ้ำใต้น้ำ